จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมากถึง 800,000 ราย ในปี 2018 ที่ผ่านมา และส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นใน ‘ผู้สูงอายุ’
ขณะที่ทางรัฐบาลได้คาดการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็น ‘สังคมแห่งผู้สูงอายุ’ อย่างเต็มตัว แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้มีโอกาสที่คนไทยเรา จะต้องเผชิญกับ ‘โรคสมองเสื่อม’ กันมากยิ่งขึ้น
คุณคิดว่าคุณรู้จักเจ้าโรคนี้เพียงใด? และพร้อมรับมือกับมันมากแค่ไหน? เราจะรู้จักโรคนี้ไปพร้อมๆ กันครับ..
อธิบายโรคสมองเสื่อมให้เข้าใจในภาพรวม
โรคสมองเสื่อม เป็นกลุ่มอาการที่จะจำแนกตามตำแหน่งของสมองที่เกิดความผิดปกติ เช่นในเรื่องของ ความจำ, การใช้ความคิด, การตัดสินใจ, ความเข้าใจสิ่งต่างๆ, การเรียนรู้, การใช้ภาษา, หรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ เป็นต้น
(เผื่อใครยังไม่ทราบ โรค ‘อัลไซเมอร์’ ก็เป็นหนึ่งในอาการที่อยู่ในกลุ่มโรคสมองเสื่อมด้วยเช่นกัน)
สาเหตุของโรคสมองเสื่อมนั้นมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมอง รวมไปถึงการเสื่อมสภาพของสมองเมื่ออายุมากขึ้นนั่นเอง
ส่วนใหญ่แล้วอาการสมองเสื่อมจะเกิดกับผู้สูงอายุ วัย 65 ปีขึ้นไป แต่วัยรุ่นก็มีโอกาสเป็นเช่นกันนะ ซึ่งเมื่อป่วยด้วยโรคนี้เพราะสาเหตุสมองเสื่อมสมรรถภาพ จะไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้
แต่หากเป็นเพราะสมองได้รับความเสียหาย ก็อาจจะรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้อีกครั้งหนึ่ง
นั่นทำให้คนที่ดูแล อย่างลูกหลาน หรือญาติๆ ต้องรับงานที่ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว เพราะอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าผู้ป่วยนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความจำ การใช้อารมณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย
จนทำให้บางครั้งพวกเขาอาจจะพูดจาทำร้ายจิตใจ หรือกระทั่งจำหน้าของลูกๆ หลานๆ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าเราก็ต้องทำความเข้าใจว่าที่ผู้ป่วยเป็นแบบนั้นมันคือ ‘ภาวะของโรค’ ไม่ใช่การแกล้งทำแต่อย่างใด
แน่นอนว่า ‘ความท้อใจ’ ของครอบครัวที่เป็นผู้ดูแลก็อาจจะตามมา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีแต่เรื่องแย่ๆ เสมอไป
เพราะเรามีบทความดีๆ เป็นเรื่องราวอันแสนงดงาม จากประสบการณ์ของ ‘ผู้ช่วยพยาบาล’ ที่ทำหน้าที่ดูแล ‘ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม’ จะมีอะไรบ้าง ลองไปรับชมพร้อมๆ กันครับ
นี่คือเรื่องราว และมุมมองของ Ashleigh Beaver หญิงสาววัย 23 ปี ที่ทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล ทำหน้าที่คอยดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ในสถานพยาบาลที่ชื่อว่า The Gardens จนทำให้เธอเรียนรู้เรื่องราวอันแสนสวยงามจากผู้ป่วยเหล่านี้
Ashleigh Beaver
เธอเล่าว่าเธอเริ่มมาทำงานที่สถานพยาบาลแห่งนี้หลังจากที่เลิกกับคู่หมั้น จากความผิดหวังใครเล่าจะคิดว่าสิ่งที่มาเติมเต็มชีวิตของเธอ จะกลายเป็น ‘ความรัก’ ที่เธอได้จากสถานพยาบาล และเหล่าผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม
“คนแรก คือคุณนาย P. เธอเป็นอดีตนักเต้นมาก่อน และเธอมักจะมาจุ๊บแก้มของฉันทุกครั้งที่ขอให้เป็นคู่เต้นให้ เธอมักจะหัวเราะบ่อยๆ เสียงหัวเราะของเธอทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แม้ว่าชีวิตของเรา จะไม่ได้เป็นไปตามที่เราเคยฝันเอาไว้ก็ตาม”
“เป็นเพราะเธอ บ้านของฉันจึงถูกเติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะ และการเต้นรำ”
“คนที่สอง คือคุณนาย G. เธอสอนให้ฉันกลายเป็นคนเคารพและให้เกียรติผู้อื่น เธอมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และการเดินก็มักจะสร้างความเจ็บปวดให้เธอไม่น้อยเลย ฉันรักและเทิดทูนผู้หญิงคนนี้มาก”
“เราได้พัฒนาความสัมพันธ์ และความเชื่อใจของกันและกันไปเรื่อยๆ มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบเจอกับเธอในแต่ละวัน”
“ฉันเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากเธอ เพราะฉันต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่เป็นเธอ เรียนรู้ที่จะรักเธอด้วยวิธีต่างๆ มากกว่าใครๆ ต้องค่อยๆ ทำและไม่ให้ทุกอย่างมันเร็วเกินไป”
“คุณนาย G ได้เสียชีวิตไปแล้ว แม้ฉันจะรู้ว่าเธอได้เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วสำหรับการจากไป แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่เลย เป็นฉันเองที่ยังไม่ได้เตรียมใจ”
“เป็นเพราะเธอ ฉันถึงได้รู้ถึงความสำคัญของการเคารพ และการให้เกียรติผู้อื่น”
“คุณ B เป็นผู้ดูแล และผู้ปกป้องฉัน เขาเป็นหนึ่งในผู้ชายไม่กี่คน ที่เป็นห่วงเป็นใยฉันมากๆ”
“เขาสอนให้ฉันรู้ว่าความทรงจำ และเรื่องราวดีๆ นั้นสำคัญเพียงใด เขามักจะเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเขาในอดีต และมันทำให้ฉันรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างง่ายดาย และลืมไปว่าฉันมาที่นี่เพื่อทำงานนะ”
“แต่สถานที่แห่งนี้กลายเป็นบ้านของฉันไปแล้ว และบุคคลเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนกับสมาชิกในครอบครัวของฉันไปแล้ว”
“เป็นเพราะเขา ทำให้ฉันสร้างความทรงจำดีๆ มากมาย ทั้งกับผู้คน และลูกของฉัน”
“คุณนาย C. เธอสอนให้ฉันเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนหนึ่ง แม้ว่าวันหนึ่งพวกเขาจะเปลี่ยนไป”
“โรคสมองเสื่อมของเธอ ทำให้เธอกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาอันหลากหลาย เช้าวันหนึ่งอยู่ๆ ฉันก็กลายเป็น ‘เฟรชชี่’ ที่เข้ามาในห้องเรียนที่เธอกำลังสอนอยู่ จนเธอถึงกับสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้นักศึกษาเฟรชชี่ถึงชอบเข้ามาในห้องเรียนของเธอบ่อยจัง”
“เป็นเพราะเธอ ทำให้ฉันรู้ที่จะรักลูกๆ ของฉัน ผ่านช่วงวัยต่างๆ ที่พวกเขาเติบโตขึ้น ฉันรู้ว่าแต่ละช่วงมันต่างกัน และฉันก็ต้องปรับตัวให้ได้”
“คุณนาย M สอนให้ฉันเรียนรู้ถึงความสำคัญของ ‘การเชื่อใจ’ และการใช้เวลาอยู่ร่วมกัน เมื่อฉันเดินเข้าไปในห้องของเธอ เธอจะรู้สึกแปลกใจ และกลัวเล็กน้อย”
“เพราะเธอเองก็ไม่ได้จำฉันได้เสมอไป ทุกครั้งที่ฉันเดินเข้าไปในห้องก็จะต้องแนะนำตัวเองใหม่ทุกครั้ง และก็จะนั่งดูรายการที่เธอชอบเป็นเพื่อน เพื่อเรียกความไว้ใจจากเธออีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะทำหน้าที่ดูแลเธอ”
“เป็นเพราะเธอ ฉันจะจดจำเสมอว่า จะต้องปฏิบัติตัวกับสมาชิกในครอบครัวอย่างถูกต้องได้อย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาว่ามันสำคัญแค่ไหน”
“บทเรียนชีวิตที่ฉันได้เรียนรู้ที่นั่น ความทรงจำต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันยังคงอยู่กับฉันเสมอ และฉันจะไม่เคยลืมเลยว่าเป็นเกียรติแค่ไหน ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนที่แสนวิเศษ”
“แม้ว่าโรคร้ายที่ขโมยสิ่งสำคัญไปจากพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังมีผลกระทบกับชีวิตของฉันเป็นอย่างมาก”
“จากหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ที่เคยอกหัก และหาที่พึ่งพิงทางจิตใจ จนตอนนี้ฉันมีสามีที่ดี และลูกที่น่ารักถึง 2 คน” Ashleigh กล่าว
ที่มา : inspiremore, bumrungrad, pobpad
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.